ไม่แน่ใจว่าใครผิด ?

9878974564

การใช้ชีวิตในท่ามกลางโลกที่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย หลากหลายความเชื่อ จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับคนที่เดินออกจากบ้านจะรับรู้เสียก่อนว่านี่ไม่ใช่โลกที่เราสามารถทำอะไรก็ได้อย่าง อิสรเสรีโดยไม่สนใจใคร ทุกอย่างมีระเบียบที่เราควรได้ศึกษา เรียนรู้ให้ดี

อย่างเคยได้ยินว่ามีชายคนหนึ่งมีความรู้สูงเดินเข้าไปสมัครงานในบริษัทแห่งหนึ่ง เขาสวมเสื้อแขนสั้นและรองเท้าแตะ ประธานกรรมการที่สัมภาษณ์รู้ทันทีเลยว่าเขาตกตั้งแต่ยังไม่สัมภาษณ์ด้วยซ้ำไป หรือบางครั้งมาสมัครเป็นเจ้าหน้าที่ฝึกอบรม แต่เข้ามาแล้วยังไม่รู้จักไหว้คนอื่น เขาก็ตกอีกเช่นกัน เพราะแค่การทักทายแสดงความเคารพกันยังทำไม่ได้ แล้วจะไปอบรมใครได้

เราจึงต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากันโลกนี้ตลอดเวลา และในฐานะพระธรรมทูตสายต่างประเทศนอกจากจะนำธรรมะมาเผยแผ่ยังต่างแดนแล้ว ยังต้องเรียนรู้ธรรมะที่เกิดขึ้นที่นี่ไปพร้อมๆ กันด้วย อย่างมีครั้งหนึ่งขณะที่ผู้เขียนซึ่งมาพำนักอยู่ที่ศูนย์พุทธศาสนาและสมาคมวัฒนธรรมไทย โบเด้นเซ ประเทศเยอรมนี ร่วม 5 ปีมาแล้ว บางครั้งจำเป็นต้องเดินทางไปยังที่ต่างๆ

การเดินทางด้วยรถโดยสาร (ที่นี่เรียกว่า รถบุส หรือรถบัส) ถือว่าเป็นเรื่องปกติของที่นี่ วันนั้นขณะที่รอรถอยู่ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งมายืนรออยู่ก่อนหน้าแล้ว อายุน่าจะประมาณ 17 ปี รอไม่นานรถก็มา

พอประตูรถเปิดเพื่อให้ผู้โดยสารขึ้นชายหนุ่มก็เดินขึ้นไปบนรถตรงที่ซื้อตั๋ว (ตั๋วจะขายตรงทางขึ้นด้านข้างคนขับ) ชายหนุ่มก็ยื่นบัตรโดยสารให้คนขับ คนขับมองแวบแรกก็เกิดฉงนใจ จึงยื่นมือมาหยิบบัตรโดยสารจากมือชายหนุ่ม แล้วพูดเสียงดัง “บัตรนี้ใช้ ไม่ได้ เพราะอยู่คนละเขต” (บัตรโดยสารจะใช้ได้เป็นเขตๆ ข้ามเขตกันไม่ได้ ต้องซื้อตั๋วใหม่) “ผมไม่รู้” ชายหนุ่มตอบ “ไม่รู้ได้อย่างไร โตป่านนี้แล้ว” คนขับยังคงเสียงดังจนชายหนุ่มเริ่มเสียงดังตาม “งั้นฉันซื้อตั๋วใหม่ก็ได้” พร้อมทั้งเปิดกระเป๋าหยิบเหรียญมาจ่าย

ขณะที่ชายหนุ่มกำลังจะหยิบเหรียญมาจ่ายค่าโดยสารนั้น คนขับรถก็โยนบัตรโดยสารด้วยท่าทีโมโหแทนที่จะส่งให้กับมือ ทำให้บรรยากาศเริ่มเครียดทั้งคนขับกับผู้โดยสารที่ยืนรอซื้อตั๋ว แล้วชายหนุ่มก็มีปฏิกิริยาตอบกลับเช่นกันด้วยการหยิบเหรียญมาแต่แทนที่จะวางเหรียญแบบมีมารยาท ชายหนุ่มกลับทำตรงข้าม คือ กระแทกเหรียญบนที่จานรับเหรียญ เสียงดังขนาดที่ทุกคนในรถหันมามองเป็นตาเดียวกัน

คนขับมองหน้าด้วยความไม่พอใจ แล้วก็กล่าวด้วยน้ำเสียง ดังขึ้น “ถ้าเธอทำแบบนี้ ลงจากรถไปเลยดีกว่า” ดูเหมือนเรื่องจะปานปลายไปกันใหญ่ แต่ทุกอย่างก็จบลงเมื่อชายหนุ่มโมโหแล้วเดินลงทันทีเช่นกัน

ถ้าจะว่าใครผิดก็คงไม่ชัดนัก เพราะหากมองว่าชายหนุ่มผิดที่อาจไม่รู้เรื่องนี้จริงๆ และไม่ยอมศึกษาให้ดีทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว หรืออาจเป็นได้ที่ชายหนุ่มอาจรู้แต่ก็แกล้งทำเป็นไม่รู้ อาศัยว่าโชว์บัตรโดยสาร ถ้าคนขับไม่สังเกตก็อาจได้นั่งรถฟรีโดยไม่ต้องซื้อตั๋วเพิ่ม แต่ถ้าจะว่าคนขับผิดก็เป็นได้เช่นกัน เพราะกำลังทำหน้าที่ให้บริการอยู่ และการให้บริการนั่นนอกจากการขับแล้วคำพูดหรือท่าทีก็ควรเอื้อเฟื้อแก่ผู้โดยสาร

แต่ไม่ว่าใครจะผิดหรือถูก ทุกคนควรรู้หน้าที่ของตัวเองให้ดีก่อนจะโทษว่าคนนั้นคนนี้ผิด ผู้เขียนพอเห็นเหตุการณ์นั้นเลยรีบหยิบค่าโดยสารตรวจนับให้พอดี แล้วค่อยๆ วางลงอย่างนิ่มนวล พอได้ตั๋วก็เดินไปนั่งที่ เท่านี้หน้าที่ของการเป็นผู้โดยสารของเราก็สมบูรณ์จนไม่ต้องให้ใครมาต่อว่า

แต่คนขับนั่นต่างหากยังคงไม่รู้จักหน้าที่ของตนว่าตอนนี้เขากำลังขับรถอยู่ ยังคงโมโหกับเหตุการณ์เมื่อสักครู่ ทั้งขับกระชากเลี้ยวซ้ายขวา แถมเบรกจนคนยืนอยู่เกือบล้มไปหลายครั้ง คนนั่งก็ต้องจับเก้าอี้ไว้แน่น

นี่ละโลกกว้างที่แต่ละคนยังต้องอยู่อย่างอดทน, ฝึกฝน, เรียนรู้ รู้จักปรับตัว ใช้ธรรมะข่มจิตใจ ให้ใจเย็นๆ ให้คิดเท่าทันและเท่าทันความคิด แล้วจะรู้ได้อย่างสุขสงบและปลอดภัย

คอลัมน์ หน้าต่างศาสนา

บทความโดย พระมหาจิราธิวัฒน์ อัตถยุตโต สำนักงานส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรมฯ วัดสระเกศ